“เทคนิคการพัฒนากิริยาท่าทาง” เน้นการนำบุคลิกภาพไปสู่การแสดงออกจริง โดยเฉพาะ การยืน การเดิน การนั่ง การใช้มือ และการแสดงสีหน้า

1. กิริยาท่าทางกับบุคลิกภาพที่ดี

กิริยาท่าทางเป็นองค์ประกอบสำคัญของบุคลิกภาพ เพราะสามารถ เพิ่มหรือลดความน่าคบหาและความน่าเชื่อถือของบุคคล ได้

แม้บุคคลจะ

  • แต่งกายดี
  • พูดจาดี
  • ใช้ถ้อยคำสุภาพ

แต่หากมีท่าทางไม่เป็นมิตร ก็อาจทำให้ภาพรวมของบุคลิกภาพลดลงได้

ดังนั้น การพัฒนากิริยาท่าทางต้องอาศัย ความตั้งใจ + การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดเป็นความเคยชิน ทั้งการยืน เดิน นั่ง ใช้มือ และแสดงสีหน้า


2. การยืน

การยืนไม่ได้มีเพียงเรื่องของท่าทาง แต่ยังเป็น การแสดงความเคารพและให้เกียรติผู้อื่นตามกาลเทศะ

การยืนตามธรรมชาติ

หลักสำคัญคือ

  • ทิ้งน้ำหนักบนขาและเท้าทั้งสองข้าง
  • ลำตัวตั้งตามแนวกระดูกสันหลัง
  • ศีรษะและลำคอไม่โน้มมากเกินไป
  • ยืนอย่างผ่อนคลาย ไม่เกร็ง

การยืนลำพัง

ควร

  • ยืดลำตัว
  • เปิดไหล่เล็กน้อย
  • ไม่ยกไหล่
  • ศีรษะตั้ง
  • แขนแนบลำตัว
  • มือและนิ้วเป็นธรรมชาติ
  • ไม่เกร็ง

การยืนต่อหน้าผู้ใหญ่หรือพระสงฆ์

ต้องแสดงความ สำรวมและนอบน้อม โดยยืนตรง แขนแนบลำตัว และสามารถใช้การประสานมือหรือประกบมือได้ตามสถานการณ์

การยืนประสานมือ

เป็นท่าทางที่ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความสำรวม เช่น

  • ต่อหน้าผู้ใหญ่
  • ต่อหน้าพระสงฆ์
  • ฟังโอวาท
  • แสดงความเคารพ

โดยมือควรอยู่ประมาณระดับเอว ไม่ห้อยต่ำเกินไป และไม่กางหรือบีบข้อศอกมากเกินไป

เมื่อได้ยินเพลงเคารพ

ต้องหยุดกิจกรรมและยืนอย่างสุภาพจนกว่าเพลงจะจบ และไม่ควรแสดงกิริยาที่ไม่สำรวม เช่น บีบนิ้ว หักมือ แคะ แกะ หรือเกา

หลักจำง่าย:

ยืนตรง – ผ่อนคลาย – สำรวม – ให้เกียรติ – ถูกกาลเทศะ


3. การเดิน

การเดินเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่คนอื่นสังเกตเห็นได้ง่าย และการเดินที่สง่างามเหมาะสมกับสถานการณ์ช่วยสร้างความประทับใจได้

หลักการเดินทั่วไป

ควร

  • หลังตรง
  • ศีรษะตั้ง
  • ก้าวไม่สั้นหรือยาวเกินไป
  • เดินอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ไม่ขย่มตัว
  • ไม่สะบัดสะโพกเกินงาม
  • แกว่งแขนพอเหมาะ

การเดินกับผู้ใหญ่

ควรเดิน เยื้องไปด้านข้างและอยู่ด้านหลังผู้ใหญ่ประมาณ 1–2 ฟุต ไม่ควรเดินห่างมากเกินไป เพราะจะไม่สะดวกในการสนทนา

หากเดินใกล้ ควรประสานมือไว้ด้านหน้า และหากผู้ใหญ่พูดด้วย ควรน้อมตัวเล็กน้อยและตอบด้วยความสุภาพ

การเดินสวนกับผู้ใหญ่

ควร ค้อมตัวเล็กน้อย โดยระดับการค้อมขึ้นอยู่กับความอาวุโสของบุคคล

หากเป็นทางแคบหรือบริเวณบันได ควรหยุดและเปิดทางให้ผู้ใหญ่ผ่านก่อน

การเดินผ่านผู้ใหญ่

ควรเดินอย่างนอบน้อมและค้อมตัวเล็กน้อย โดยปรับตามสถานการณ์ว่าผู้อาวุโสนั่งหรือยืนอยู่ในระดับใด

การเดินเข้าสู่ที่ชุมนุม

ต้องเดินอย่างสุภาพ ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายหรือเสื้อผ้าไปกระทบผู้อื่น และไม่ควรทำเสียงดังจากการลากหรือโยกเก้าอี้


4. มารยาทการเดินเกี่ยวกับพระสงฆ์

เนื้อหาส่วนนี้ให้รายละเอียดค่อนข้างมาก และเป็น จุดที่ควรจำสำหรับการสอบ

เดินตามพระสงฆ์

เดินอยู่ด้านหลังและเยื้องไปทางซ้าย ห่างประมาณ 2–3 ก้าว

เดินสวนพระสงฆ์

ควรหลีกชิดด้านซ้ายของพระสงฆ์ หันหน้าไปทางท่าน และเมื่อท่านเดินผ่านควรไหว้

หลีกทางให้พระสงฆ์

ถือเป็น “มัคคทาน” หรือการให้ทาง ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพ

เดินผ่านพระสงฆ์

หากพระสงฆ์ยืน ควรไหว้ก่อนและเดินผ่านอย่างนอบน้อม หากพระสงฆ์นั่ง ต้องปฏิบัติตามมารยาทที่เหมาะสมกับสถานการณ์

พบพระสงฆ์โดยตรง

ควรหยุด นั่งลงตามความเหมาะสม น้อมตัวและไหว้ และหากท่านพูดด้วยจึงประนมมือสนทนา

แก่นสำคัญ: การเดินในบริบทไทยไม่ได้พิจารณาแค่ “เดินอย่างไร” แต่พิจารณา เดินกับใคร เดินผ่านใคร และอยู่ในสถานการณ์ใด


5. การนั่ง

การนั่งเป็น มารยาทและการแสดงออกทางบุคลิกภาพ เช่นเดียวกับการยืนและเดิน

การนั่งเก้าอี้

ควร

  • นั่งตัวตรง
  • หลังพิงพนัก
  • เท้าชิด
  • เข่าชิด
  • มือวางบนหน้าขา

ไม่ควร

  • เขย่าขา
  • ไขว่ห้างในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม
  • โยกเก้าอี้
  • เอนเก้าอี้ไปมา

เมื่อนั่งต่อหน้าผู้ใหญ่ ควรน้อมตัวเล็กน้อยและวางมืออย่างสำรวม


การนั่งกับพื้น

กล่าวถึงการนั่งแบบไทยหลายรูปแบบ

1. นั่งพับเพียบ

เป็นท่านั่งที่สุภาพและใช้ในบริบททางโลกและทางธรรม

หลักสำคัญคือ

  • ลำตัวตรง
  • พับขาทั้งสองไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • ปลายเท้าเก็บให้เหมาะสม
  • ไม่หันปลายเท้าไปทางปูชนียวัตถุหรือปูชนียสถาน

เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ให้เพิ่มความสำรวมและน้อมตัวตามระดับอาวุโส

2. นั่งคุกเข่า

นั่งตัวตรง วางก้นบนส้นเท้า ใช้ในโอกาส เช่น

  • กราบพระ
  • อยู่ต่อหน้าพระสงฆ์
  • อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่
  • การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์

6. การใช้มือ

การใช้มือมีผลต่อ ความน่าสนใจและประสิทธิภาพในการสื่อสาร เพราะมือสามารถช่วยขยายความหมายของคำพูดและช่วยดึงความสนใจของผู้ฟัง

การใช้มือที่เหมาะสม

การผายมือ เหมาะสำหรับ

  • เชื้อเชิญ
  • นำเสนอ
  • ชี้ไปยังสิ่งของหรือบุคคลอย่างสุภาพ

ขณะพูดควรปล่อยแขนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไม่กำหมัด ไม่เท้าสะเอว และไม่ล้วงกระเป๋า

สามารถใช้มือประกอบคำพูดได้ แต่ต้อง สอดคล้องกับเนื้อหาและไม่มากเกินไป


7. ภาษามือที่อาจสะท้อนความประหม่า

ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่อาจแสดงถึงความไม่มั่นใจ เช่น

  • กอดอก
  • บีบมือตัวเอง
  • กุมบริเวณกางเกง
  • ยืนนิ่งและเกร็ง
  • กำหมัด
  • หมุนมือ
  • ถูมือไปมา
  • หักนิ้ว
  • จับจมูก
  • ขยี้ตา
  • จับติ่งหู
  • ลูบคาง
  • เล่นกับแว่น
  • เขย่าเหรียญหรือกุญแจ
  • ใช้ปากกาชี้ผู้อื่น

พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ผู้ฟังรับรู้ถึง ความประหม่า ความกังวล หรือความไม่มั่นใจ

ดังนั้นหลักในการใช้มือคือ

เป็นธรรมชาติ + สอดคล้องกับคำพูด + ไม่มากเกินไป + ไม่สร้างความรำคาญ


8. การแสดงสีหน้า

สีหน้าเป็นหนึ่งในพฤติกรรมแรก ๆ ที่คนอื่นสังเกตเห็น และสัมพันธ์อย่างมากกับ การควบคุมอารมณ์

เนื้อหากล่าวถึงแนวคิดของ Paul Ekman เกี่ยวกับอารมณ์พื้นฐานที่แสดงออกทางสีหน้าเป็นสากล 6 ประเภท ได้แก่

  1. ความสุข
  2. ความโกรธ
  3. ความกลัว
  4. ความเศร้า
  5. ความรังเกียจ
  6. ความประหลาดใจ

ตัวอย่างการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า

😊 ความสุข

  • มุมปากยกขึ้น
  • แก้มยก
  • กล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลาย

😠 ความโกรธ

  • คิ้วตึงและขมวดเข้าหากัน
  • มุมปากลดลง
  • ปากปิดแน่น

😲 ความประหลาดใจ

  • คิ้วยก
  • ดวงตาเปิดกว้าง
  • ปากเปิดเล็กน้อย

😨 ความกลัว

  • คิ้วและเปลือกตายก
  • ดวงตาเปิดกว้าง
  • ใบหน้ามีความตึง

😢 ความเศร้า

  • คิ้วและเปลือกตาเปลี่ยนตำแหน่ง
  • มุมปากตก
  • แววตาดูเศร้า

🤢 ความรังเกียจ

  • จมูกย่น
  • แก้มยก
  • ริมฝีปากบนตึง

9. สิ่งที่ควรระวังในการแสดงสีหน้า

หากควบคุมอารมณ์ไม่ได้ สีหน้าสามารถลดความน่าเชื่อถือและเสน่ห์ในการสร้างความสัมพันธ์ได้

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น

  • กลอกตา
  • มองบน
  • เม้มปาก
  • เบ้ปาก
  • กัดปากกา
  • ทำสีหน้ารำคาญ
  • ยิ้มเยาะ
  • ทำสีหน้าเรียบเฉยตลอดเวลา
  • ไม่สบตา
  • เลิกคิ้วหรือขมวดคิ้ว
  • มองผู้อื่นด้วยหางตา

10. หลักสำคัญของการควบคุมสีหน้า

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราต้อง ยิ้มตลอดเวลา

สิ่งสำคัญกว่าคือ

“สีหน้าต้องเหมาะกับสถานการณ์”

เช่น การยิ้มแย้มเป็นมิตรเหมาะกับสถานการณ์ทั่วไป แต่เมื่อกำลังแจ้งข่าวร้าย การยิ้มตลอดเวลาอาจไม่เหมาะสม

ดังนั้นผู้พูดต้องสามารถ ควบคุมอารมณ์และปรับสีหน้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์


🔑 สรุปทั้งบทแบบจำง่าย

สามารถจำเป็น 5 องค์ประกอบของกิริยาท่าทาง

🧍 ยืน
🚶 เดิน
🪑 นั่ง
🤲 ใช้มือ
🙂 สีหน้า

และมีหลักร่วมกันทั้งหมดคือ

“ถูกต้อง – เป็นธรรมชาติ – เหมาะกับสถานการณ์ – ให้เกียรติผู้อื่น – ฝึกจนเป็นนิสัย”


ตารางสรุปสำหรับอ่านก่อนสอบ

หัวข้อหลักสำคัญ
การยืนหลังตรง ผ่อนคลาย สำรวม ให้เหมาะกับบุคคลและสถานการณ์
การเดินหลังตรง ก้าวพอดี เป็นธรรมชาติ ไม่สะบัดหรือขย่ม
เดินกับผู้ใหญ่เยื้องด้านหลัง นอบน้อม และรักษาระยะเหมาะสม
เดินกับพระสงฆ์สำรวม หลีกทาง ไหว้ และปฏิบัติตามมารยาทไทย
การนั่งตัวตรง สุภาพ ไม่โยกหรือแสดงท่าทางรบกวน
นั่งกับพื้นพับเพียบ/คุกเข่าตามสถานการณ์และความเหมาะสม
การใช้มือผายมือ ใช้ประกอบคำพูดอย่างพอดี ไม่เกร็ง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงกอดอก เล่นมือ เล่นสิ่งของ ชี้ผู้อื่น
สีหน้าควบคุมอารมณ์ สบตา เป็นมิตร
หัวใจสำคัญปรับการแสดงออกให้เหมาะกับสถานการณ์

🎯 แก่น

จึงสรุปภาพรวมได้ว่า

“บุคลิกภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากหน้าตาหรือการแต่งกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่บุคคลรู้จักตนเอง ดูแลรูปลักษณ์ แต่งกายเหมาะสม และสามารถควบคุมการแสดงออกทางกายให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์”

และสิ่งที่บทนี้เน้นมากที่สุดคือ การฝึกซ้ำจนเกิดความเคยชิน เพราะเมื่อฝึกท่าทางที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะจดจำและสามารถแสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เทคนิคการพัฒนารูปลักษณ์
มารยาททางสังคม