มารยาททางสังคม มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจ “มารยาท” ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการสร้างบุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และภาพลักษณ์ที่เหมาะสมทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน
1. มารยาททางสังคมกับบุคลิกภาพที่ดี
มารยาททางสังคมคือพฤติกรรมที่มีแบบแผนและเหมาะสมตามค่านิยมของสังคม ซึ่งเกิดจากการอบรม การศึกษา และการเรียนรู้จากแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาจากพันธุกรรม
หัวใจสำคัญของมารยาททางสังคมมี 2 ประการ คือ
ความสุภาพ หมายถึง การแสดงออกอย่างอ่อนน้อม ให้เกียรติผู้อื่น และสะท้อนถึงความมั่นใจในตนเอง
ความสำรวม หมายถึง การมีสติ รู้จักกาลเทศะ ไม่พูดหรือกระทำเกินความเหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
มารยาทที่ดีจะแสดงออกผ่าน กิริยาท่าทางและการพูดจา และสามารถพัฒนาให้เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้ด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการให้เกียรติผู้อื่นจะทำให้ตนเองได้รับเกียรติกลับมาเช่นกัน
2. มารยาทในการทักทาย
แบ่งมารยาทในการทักทายออกเป็น 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ การไหว้ การจับมือ การโค้งคำนับ และการแลกนามบัตร รวมถึงการใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสาร
2.1 การไหว้
การไหว้เป็นเอกลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมไทย ใช้เพื่อแสดง การทักทาย การเคารพ การขอบคุณ การขอโทษ การยกย่อง และการสร้างมิตรภาพ
การไหว้มี 3 ระดับ ดังนี้
| ระดับ | ใช้สำหรับ | ตำแหน่งมือ |
|---|
| ระดับที่ 1 | พระรัตนตรัยและสิ่งที่เกี่ยวข้องทางพระพุทธศาสนา | นิ้วหัวแม่มืออยู่ระหว่างคิ้ว นิ้วชี้แตะหน้าผาก |
| ระดับที่ 2 | บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ครู อาจารย์ และผู้ที่เคารพอย่างสูง | นิ้วหัวแม่มือแตะปลายจมูก นิ้วชี้แตะระหว่างคิ้ว |
| ระดับที่ 3 | บุคคลทั่วไป ผู้มีวัยวุฒิมากกว่าเล็กน้อย ผู้เสมอกัน หรือเพื่อน | นิ้วหัวแม่มือแตะปลายคาง นิ้วชี้บริเวณปลายจมูก |
การไหว้ที่ดีต้องคำนึงถึง ท่าทาง สายตา จังหวะ และสีหน้า โดยควรไหว้อย่างอ่อนน้อม ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ข้อศอกไม่กางออกมากเกินควร และควรมีสีหน้าเป็นมิตรเพื่อสร้างความประทับใจ
2.2 การจับมือ
การจับมือเป็นมารยาทที่พบมากในวัฒนธรรมตะวันตก และมีความสำคัญเมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างชาติหรือแขกผู้มาเยือน
หลักสำคัญคือ ควรใช้ มือขวา ในการจับมือ ยืนตัวตรงก่อนยื่นมือ และหากกำลังนั่งอยู่ควรลุกขึ้นก่อน นอกจากนี้ควรตรวจสอบให้มือสะอาดและแห้ง
ขณะจับมือควร สบตา ยิ้ม และมีสีหน้าเป็นมิตร การจับมือควรกระชับพอดี ไม่บีบแรงจนเกินไป และไม่หลวมจนเหมือนปฏิเสธหรือไม่ต้องการสานสัมพันธ์ โดยการพบกันครั้งแรกเอกสารแนะนำให้จับประมาณ 2–3 ครั้ง หรือไม่เกิน 5 วินาที
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คู่สนทนารู้สึกว่า เราให้เกียรติ เป็นมิตร และน่าไว้วางใจ
2.3 การโค้งคำนับ
นำเสนอการโค้งคำนับแบบญี่ปุ่น หรือ Rei / Ojigi ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงความเคารพที่สำคัญของญี่ปุ่น
แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
15 องศา — ใช้ในการทักทายแบบสั้น ๆ เช่น เดินผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือขณะให้บริการบางลักษณะ
30 องศา — ใช้เมื่อพบหัวหน้า เจ้านาย หรือลูกค้า เป็นการคำนับที่มีความเป็นทางการมากขึ้น
45 องศา — ใช้แสดงความเคารพอย่างสูง เช่น งานพิธีสำคัญ การขอบคุณผู้มีพระคุณ หรือการขอโทษเมื่อทำผิด โดยเอกสารระบุให้ค้างท่าประมาณ 2 วินาที
หลักปฏิบัติที่สำคัญคือ หยุดก่อนแล้วจึงคำนับ พูดให้จบก่อนคำนับ และพูดด้วยเสียงชัดเจน
2.4 การแลกนามบัตร
ให้ความสำคัญกับนามบัตรในฐานะสิ่งที่สะท้อน “ภาพลักษณ์” ของบุคคล โดยหลักสำคัญที่สุดคือ ควรมีนามบัตรติดตัวอยู่เสมอ
ก่อนแลกนามบัตร
ควรเตรียมนามบัตรให้พร้อม อยู่ในซองหรือนามบัตรที่หยิบใช้ได้สะดวก ตรวจสอบให้นามบัตรสะอาด ไม่พับหรือสกปรก และควรดูแลความสะอาดของมือด้วย
ขณะแลกนามบัตร
ควรลุกขึ้นเมื่อมีโต๊ะกีดขวาง ไม่ควรยื่นผ่านโต๊ะ โดยทั่วไปผู้มีอาวุโสน้อยกว่าจะยื่นก่อน และควรยื่นนามบัตรในระดับต่ำกว่าอีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
ขณะยื่นควรใช้มือขวา หันด้านที่อ่านได้เข้าหาผู้รับ สบตา ยิ้ม และแนะนำตนเอง ส่วนการรับควรใช้สองมือประคองนามบัตร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่สุภาพ และหากอ่านชื่อไม่ได้ควรถามทันที
หลังรับนามบัตร
ไม่ควรรีบเก็บทันที ควรถือไว้อย่างให้เกียรติ หากต้องประชุมสามารถจัดวางตามลำดับที่นั่ง ไม่ควรเขียนบนบัตรต่อหน้าคู่สนทนา และไม่ควรจับหรือเล่นกับนามบัตรโดยไม่จำเป็น
2.5 การใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสาร
โทรศัพท์มีข้อจำกัดตรงที่คู่สนทนาไม่สามารถเห็นสีหน้าและภาษากายของกันและกัน ดังนั้น น้ำเสียง คำพูด และทักษะการฟังจึงมีความสำคัญมาก
หลักสำคัญด้านน้ำเสียงและภาษา
ควรพูดอย่างเป็นธรรมชาติ สุภาพ ชัดเจน มีจังหวะ ไม่เร็วหรือช้าเกินไป และแสดงความจริงใจ ควรหลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงหลีกเลี่ยงคำถามห้วน ๆ ที่อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดี
หลักการสนทนา
ควรเริ่มต้นและจบการสนทนาด้วยคำสุภาพ เช่น “สวัสดี” และ “ขอบคุณ” เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่พูดแทรก ควบคุมอารมณ์ ไม่ใช้โทรศัพท์ของที่ทำงานเพื่อเรื่องส่วนตัวมากเกินไป และไม่ควรเคี้ยวอาหารขณะพูดโทรศัพท์
การรับโทรศัพท์
ผู้รับควรกล่าวคำทักทายพร้อมแจ้งชื่อหน่วยงานและชื่อตนเอง รับฟังอย่างตั้งใจ และทวนข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้อง หากผู้ติดต่อไม่พอใจควรรับฟังอย่างอดทนโดยไม่โต้เถียงหรือพูดแทรก
หากต้องโอนสาย ควรแจ้งให้คู่สนทนาทราบอย่างสุภาพ หากต้องรับฝากข้อความควรบันทึก ข้อความ ชื่อผู้ติดต่อ ช่องทางติดต่อกลับ วัน และเวลา ให้ครบถ้วน และเมื่อจบการสนทนาควรกล่าวขอบคุณและสวัสดี
3. มารยาทในการรับประทานอาหาร
ส่วนนี้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
3.1 การรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์
3.2 การรับประทานอาหารจีน
3.1 มารยาทการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์
แบ่งเป็น 3 ช่วง
ก่อนตักอาหาร
ควรรอเจ้าภาพหรือพิธีกรประกาศให้เริ่มรับประทานก่อน และควรสำรวจอาหารก่อนว่าจะเลือกอะไรบ้าง เพื่อไม่ใช้เวลานานขณะอยู่หน้าจุดบริการ
ระหว่างตักอาหาร
ควรต่อแถว ไม่แซงคิว ตักอาหารด้วยตนเอง ไม่พูดคุยขณะตักอาหาร ไม่ชิมจากถาด ตักในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ตักจนล้นจาน และควรใช้จานให้เหมาะกับประเภทอาหาร
หลักสำคัญคือ คำนึงถึงผู้อื่น ความสะอาด ความเป็นระเบียบ และไม่สร้างความลำบากให้คนที่อยู่ในคิว
หลังรับประทานอาหาร
ควรรวบช้อนส้อมให้เรียบร้อย จัดการเศษอาหารในจานอย่างเหมาะสม ปฏิบัติตามพื้นที่ที่กำหนดสำหรับวางจาน และเอกสารเน้นว่าไม่ควรนำอาหารบุฟเฟต์กลับบ้าน
3.2 มารยาทการรับประทานอาหารจีน
การรับประทานอาหารจีนให้ความสำคัญกับ การให้เกียรติเจ้าภาพและการคำนึงถึงผู้ร่วมโต๊ะ
หลักสำคัญที่เอกสารกล่าวถึง ได้แก่
- ไม่รับประทานก่อนเจ้าภาพ ต้องรอให้เจ้าภาพเชิญก่อน
- ควรลองชิมอาหารทุกอย่าง เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพ
- ควรคำนึงถึงเพื่อนร่วมโต๊ะ เช่น สอบถามก่อนตักอาหารหรือเติมน้ำ และมีน้ำใจรินน้ำชาให้ผู้อื่น
- ไม่ควรยกจานอาหารบนโต๊ะส่งต่อกัน ควรหมุนโต๊ะหรือเอื้อมอย่างเหมาะสม
- ไม่ควรรับประทานจนเกลี้ยงจานหรือเหลือมากเกินไป ควรเหลือเพียงเล็กน้อยเมื่ออิ่ม
- ไม่ควรเป็นผู้ตักอาหารชิ้นสุดท้าย
- มีข้อห้ามเกี่ยวกับตะเกียบ เช่น ไม่วางไว้บนถ้วย ไม่ปักตะเกียบลงในข้าว ไม่ดูดตะเกียบ ไม่ใช้ตะเกียบชี้ผู้อื่น และไม่ทำให้เกิดเสียงดังจากตะเกียบ
- โดยทั่วไป ไม่ควรเจรจาธุรกิจบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศการพูดคุยมักเน้นเรื่องทั่วไปและสร้างความสัมพันธ์
- การยกแก้วร่วมยินดีควรแสดงความเคารพ โดยเอกสารระบุแนวทางการใช้สองมือและการสบตา
- การเสิร์ฟผลไม้ถือเป็นช่วงปิดท้ายของมื้ออาหาร
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการจัดวางอุปกรณ์บนโต๊ะจีน เช่น ถ้วยซุป จานอาหาร แก้วน้ำ ถ้วยชา ตะเกียบ ที่รองตะเกียบ และช้อนกลาง รวมถึงการใช้ภาชนะล้างมือเมื่อรับประทานอาหารบางประเภทที่ใช้มือ
4. มารยาทในการทำงาน
มารยาทในการทำงาน เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นมืออาชีพ ประสิทธิภาพในการทำงาน และความสำเร็จในการประสานงานกับผู้อื่น
หลักปฏิบัติ 14 ประการ ได้แก่
1. ให้เกียรติและเคารพผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากชาติหรือวัฒนธรรมใด
2. ไม่พูดนินทาเพื่อนร่วมงานลับหลัง เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและทำลายความไว้วางใจ
3. ไม่พูดแทรกหรือขัดจังหวะผู้อื่น และควรรู้จักกาลเทศะในการพูดเล่นกับเพื่อนร่วมงาน
4. ไม่พูดเสียงดังเกินไป เพราะรบกวนผู้อื่นและอาจสะท้อนความไม่เกรงใจ
5. ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น รวมถึงไม่ให้คำแนะนำโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ร้องขอ
6. ระมัดระวังเรื่องข้อมูลสุขภาพส่วนตัว และพูดคุยเฉพาะกับผู้เกี่ยวข้องเมื่อจำเป็น
7. ระมัดระวังการใช้ Social Network เพราะข้อความและรูปภาพที่เผยแพร่สามารถส่งผลต่อหน้าที่การงานและภาพลักษณ์ได้
8. ปรับโทรศัพท์เป็นระบบสั่นเมื่อประชุมหรือทำงานสำคัญ เพื่อไม่รบกวนผู้อื่น
9. เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องอาหาร กลิ่นอาหาร และระดับเสียงในการพูด
10. ชื่นชมและให้เครดิตผู้อื่น เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและส่งเสริมการทำงานเป็นทีม
11. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของพื้นที่ทำงาน เพราะสะท้อนบุคลิกและความน่าเชื่อถือ
12. ตรงต่อเวลาและมุ่งสร้างผลงาน การเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงเพียงมาทำงานตรงเวลา แต่ต้องสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมด้วย
13. แต่งกายและใช้รองเท้าที่เหมาะสม โดยเอกสารยกตัวอย่างว่าไม่ควรใส่รองเท้าแตะเดินระหว่างหน่วยงาน เพราะอาจกระทบภาพลักษณ์ขององค์กร
14. ไม่แพร่โรคติดต่อในที่ทำงาน หากเจ็บป่วยควรลาป่วยหรือใช้มาตรการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเหมาะสม
สรุปแก่นสำคัญของทั้งบท
เมื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งสามารถสรุป “แก่น” ได้ว่า
มารยาททางสังคมเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของบุคลิกภาพที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดี และความเป็นมืออาชีพ
เนื้อหาทั้งบทจึงไม่ได้สอนเพียงว่า “อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ” แต่เน้นให้ผู้เรียน รู้จักให้เกียรติผู้อื่น มีความสุภาพ สำรวม รู้จักกาลเทศะ เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม และควบคุมการแสดงออกของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์
โดยสามารถมองเป็นลำดับได้ดังนี้
มารยาทที่ดี → บุคลิกภาพที่ดี → ความประทับใจที่ดี → ความสัมพันธ์ที่ดี → การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ → ความสำเร็จและภาพลักษณ์ที่ดี
แม้มารยาทในการทำงานและธรรมเนียมของแต่ละวัฒนธรรมจะมีรายละเอียดซับซ้อน แต่เมื่อเรียนรู้และสามารถปรับตัวให้เหมาะสม บุคคลจะได้รับการยอมรับ เกิดความรู้สึกที่ดีจากผู้อื่น และทำให้งานดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและประสบความสำเร็จ
โครงสร้างเนื้อหาแบบจำง่าย
มารยาททางสังคม
→ 1. มารยาททางสังคมกับบุคลิกภาพที่ดี
→ 2. มารยาทในการทักทาย
→ 2.1 การไหว้
→ 2.2 การจับมือ
→ 2.3 การโค้งคำนับ
→ 2.4 การแลกนามบัตร
→ 2.5 การใช้โทรศัพท์
→ 3. มารยาทในการรับประทานอาหาร
→ บุฟเฟต์
→ อาหารจีน
→ 4. มารยาทในการทำงาน
ทั้งหมดจึงเป็นเนื้อหาที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ “การควบคุมตนเองและให้เกียรติผู้อื่น” → “การแสดงออกต่อหน้าสังคม” → “การอยู่ร่วมกับผู้อื่น” → “การเป็นมืออาชีพในการทำงาน” ครับ.
มารยาททางสังคม มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจ “มารยาท” ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการสร้างบุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และภาพลักษณ์ที่เหมาะสมทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน
1. มารยาททางสังคมกับบุคลิกภาพที่ดี
มารยาททางสังคมคือพฤติกรรมที่มีแบบแผนและเหมาะสมตามค่านิยมของสังคม ซึ่งเกิดจากการอบรม การศึกษา และการเรียนรู้จากแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาจากพันธุกรรม
หัวใจสำคัญของมารยาททางสังคมมี 2 ประการ คือ
ความสุภาพ หมายถึง การแสดงออกอย่างอ่อนน้อม ให้เกียรติผู้อื่น และสะท้อนถึงความมั่นใจในตนเอง
ความสำรวม หมายถึง การมีสติ รู้จักกาลเทศะ ไม่พูดหรือกระทำเกินความเหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
มารยาทที่ดีจะแสดงออกผ่าน กิริยาท่าทางและการพูดจา และสามารถพัฒนาให้เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้ด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการให้เกียรติผู้อื่นจะทำให้ตนเองได้รับเกียรติกลับมาเช่นกัน
2. มารยาทในการทักทาย
แบ่งมารยาทในการทักทายออกเป็น 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ การไหว้ การจับมือ การโค้งคำนับ และการแลกนามบัตร รวมถึงการใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสาร
2.1 การไหว้
การไหว้เป็นเอกลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมไทย ใช้เพื่อแสดง การทักทาย การเคารพ การขอบคุณ การขอโทษ การยกย่อง และการสร้างมิตรภาพ
การไหว้มี 3 ระดับ ดังนี้
การไหว้ที่ดีต้องคำนึงถึง ท่าทาง สายตา จังหวะ และสีหน้า โดยควรไหว้อย่างอ่อนน้อม ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ข้อศอกไม่กางออกมากเกินควร และควรมีสีหน้าเป็นมิตรเพื่อสร้างความประทับใจ
2.2 การจับมือ
การจับมือเป็นมารยาทที่พบมากในวัฒนธรรมตะวันตก และมีความสำคัญเมื่อต้องติดต่อกับชาวต่างชาติหรือแขกผู้มาเยือน
หลักสำคัญคือ ควรใช้ มือขวา ในการจับมือ ยืนตัวตรงก่อนยื่นมือ และหากกำลังนั่งอยู่ควรลุกขึ้นก่อน นอกจากนี้ควรตรวจสอบให้มือสะอาดและแห้ง
ขณะจับมือควร สบตา ยิ้ม และมีสีหน้าเป็นมิตร การจับมือควรกระชับพอดี ไม่บีบแรงจนเกินไป และไม่หลวมจนเหมือนปฏิเสธหรือไม่ต้องการสานสัมพันธ์ โดยการพบกันครั้งแรกเอกสารแนะนำให้จับประมาณ 2–3 ครั้ง หรือไม่เกิน 5 วินาที
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คู่สนทนารู้สึกว่า เราให้เกียรติ เป็นมิตร และน่าไว้วางใจ
2.3 การโค้งคำนับ
นำเสนอการโค้งคำนับแบบญี่ปุ่น หรือ Rei / Ojigi ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงความเคารพที่สำคัญของญี่ปุ่น
แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
15 องศา — ใช้ในการทักทายแบบสั้น ๆ เช่น เดินผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือขณะให้บริการบางลักษณะ
30 องศา — ใช้เมื่อพบหัวหน้า เจ้านาย หรือลูกค้า เป็นการคำนับที่มีความเป็นทางการมากขึ้น
45 องศา — ใช้แสดงความเคารพอย่างสูง เช่น งานพิธีสำคัญ การขอบคุณผู้มีพระคุณ หรือการขอโทษเมื่อทำผิด โดยเอกสารระบุให้ค้างท่าประมาณ 2 วินาที
หลักปฏิบัติที่สำคัญคือ หยุดก่อนแล้วจึงคำนับ พูดให้จบก่อนคำนับ และพูดด้วยเสียงชัดเจน
2.4 การแลกนามบัตร
ให้ความสำคัญกับนามบัตรในฐานะสิ่งที่สะท้อน “ภาพลักษณ์” ของบุคคล โดยหลักสำคัญที่สุดคือ ควรมีนามบัตรติดตัวอยู่เสมอ
ก่อนแลกนามบัตร
ควรเตรียมนามบัตรให้พร้อม อยู่ในซองหรือนามบัตรที่หยิบใช้ได้สะดวก ตรวจสอบให้นามบัตรสะอาด ไม่พับหรือสกปรก และควรดูแลความสะอาดของมือด้วย
ขณะแลกนามบัตร
ควรลุกขึ้นเมื่อมีโต๊ะกีดขวาง ไม่ควรยื่นผ่านโต๊ะ โดยทั่วไปผู้มีอาวุโสน้อยกว่าจะยื่นก่อน และควรยื่นนามบัตรในระดับต่ำกว่าอีกฝ่ายเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
ขณะยื่นควรใช้มือขวา หันด้านที่อ่านได้เข้าหาผู้รับ สบตา ยิ้ม และแนะนำตนเอง ส่วนการรับควรใช้สองมือประคองนามบัตร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่สุภาพ และหากอ่านชื่อไม่ได้ควรถามทันที
หลังรับนามบัตร
ไม่ควรรีบเก็บทันที ควรถือไว้อย่างให้เกียรติ หากต้องประชุมสามารถจัดวางตามลำดับที่นั่ง ไม่ควรเขียนบนบัตรต่อหน้าคู่สนทนา และไม่ควรจับหรือเล่นกับนามบัตรโดยไม่จำเป็น
2.5 การใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสาร
โทรศัพท์มีข้อจำกัดตรงที่คู่สนทนาไม่สามารถเห็นสีหน้าและภาษากายของกันและกัน ดังนั้น น้ำเสียง คำพูด และทักษะการฟังจึงมีความสำคัญมาก
หลักสำคัญด้านน้ำเสียงและภาษา
ควรพูดอย่างเป็นธรรมชาติ สุภาพ ชัดเจน มีจังหวะ ไม่เร็วหรือช้าเกินไป และแสดงความจริงใจ ควรหลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงหลีกเลี่ยงคำถามห้วน ๆ ที่อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดี
หลักการสนทนา
ควรเริ่มต้นและจบการสนทนาด้วยคำสุภาพ เช่น “สวัสดี” และ “ขอบคุณ” เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่พูดแทรก ควบคุมอารมณ์ ไม่ใช้โทรศัพท์ของที่ทำงานเพื่อเรื่องส่วนตัวมากเกินไป และไม่ควรเคี้ยวอาหารขณะพูดโทรศัพท์
การรับโทรศัพท์
ผู้รับควรกล่าวคำทักทายพร้อมแจ้งชื่อหน่วยงานและชื่อตนเอง รับฟังอย่างตั้งใจ และทวนข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้อง หากผู้ติดต่อไม่พอใจควรรับฟังอย่างอดทนโดยไม่โต้เถียงหรือพูดแทรก
หากต้องโอนสาย ควรแจ้งให้คู่สนทนาทราบอย่างสุภาพ หากต้องรับฝากข้อความควรบันทึก ข้อความ ชื่อผู้ติดต่อ ช่องทางติดต่อกลับ วัน และเวลา ให้ครบถ้วน และเมื่อจบการสนทนาควรกล่าวขอบคุณและสวัสดี
3. มารยาทในการรับประทานอาหาร
ส่วนนี้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
3.1 การรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์
3.2 การรับประทานอาหารจีน
3.1 มารยาทการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์
แบ่งเป็น 3 ช่วง
ก่อนตักอาหาร
ควรรอเจ้าภาพหรือพิธีกรประกาศให้เริ่มรับประทานก่อน และควรสำรวจอาหารก่อนว่าจะเลือกอะไรบ้าง เพื่อไม่ใช้เวลานานขณะอยู่หน้าจุดบริการ
ระหว่างตักอาหาร
ควรต่อแถว ไม่แซงคิว ตักอาหารด้วยตนเอง ไม่พูดคุยขณะตักอาหาร ไม่ชิมจากถาด ตักในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ตักจนล้นจาน และควรใช้จานให้เหมาะกับประเภทอาหาร
หลักสำคัญคือ คำนึงถึงผู้อื่น ความสะอาด ความเป็นระเบียบ และไม่สร้างความลำบากให้คนที่อยู่ในคิว
หลังรับประทานอาหาร
ควรรวบช้อนส้อมให้เรียบร้อย จัดการเศษอาหารในจานอย่างเหมาะสม ปฏิบัติตามพื้นที่ที่กำหนดสำหรับวางจาน และเอกสารเน้นว่าไม่ควรนำอาหารบุฟเฟต์กลับบ้าน
3.2 มารยาทการรับประทานอาหารจีน
การรับประทานอาหารจีนให้ความสำคัญกับ การให้เกียรติเจ้าภาพและการคำนึงถึงผู้ร่วมโต๊ะ
หลักสำคัญที่เอกสารกล่าวถึง ได้แก่
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการจัดวางอุปกรณ์บนโต๊ะจีน เช่น ถ้วยซุป จานอาหาร แก้วน้ำ ถ้วยชา ตะเกียบ ที่รองตะเกียบ และช้อนกลาง รวมถึงการใช้ภาชนะล้างมือเมื่อรับประทานอาหารบางประเภทที่ใช้มือ
4. มารยาทในการทำงาน
มารยาทในการทำงาน เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นมืออาชีพ ประสิทธิภาพในการทำงาน และความสำเร็จในการประสานงานกับผู้อื่น
หลักปฏิบัติ 14 ประการ ได้แก่
1. ให้เกียรติและเคารพผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากชาติหรือวัฒนธรรมใด
2. ไม่พูดนินทาเพื่อนร่วมงานลับหลัง เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและทำลายความไว้วางใจ
3. ไม่พูดแทรกหรือขัดจังหวะผู้อื่น และควรรู้จักกาลเทศะในการพูดเล่นกับเพื่อนร่วมงาน
4. ไม่พูดเสียงดังเกินไป เพราะรบกวนผู้อื่นและอาจสะท้อนความไม่เกรงใจ
5. ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น รวมถึงไม่ให้คำแนะนำโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ร้องขอ
6. ระมัดระวังเรื่องข้อมูลสุขภาพส่วนตัว และพูดคุยเฉพาะกับผู้เกี่ยวข้องเมื่อจำเป็น
7. ระมัดระวังการใช้ Social Network เพราะข้อความและรูปภาพที่เผยแพร่สามารถส่งผลต่อหน้าที่การงานและภาพลักษณ์ได้
8. ปรับโทรศัพท์เป็นระบบสั่นเมื่อประชุมหรือทำงานสำคัญ เพื่อไม่รบกวนผู้อื่น
9. เคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องอาหาร กลิ่นอาหาร และระดับเสียงในการพูด
10. ชื่นชมและให้เครดิตผู้อื่น เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและส่งเสริมการทำงานเป็นทีม
11. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของพื้นที่ทำงาน เพราะสะท้อนบุคลิกและความน่าเชื่อถือ
12. ตรงต่อเวลาและมุ่งสร้างผลงาน การเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงเพียงมาทำงานตรงเวลา แต่ต้องสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมด้วย
13. แต่งกายและใช้รองเท้าที่เหมาะสม โดยเอกสารยกตัวอย่างว่าไม่ควรใส่รองเท้าแตะเดินระหว่างหน่วยงาน เพราะอาจกระทบภาพลักษณ์ขององค์กร
14. ไม่แพร่โรคติดต่อในที่ทำงาน หากเจ็บป่วยควรลาป่วยหรือใช้มาตรการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเหมาะสม
สรุปแก่นสำคัญของทั้งบท
เมื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งสามารถสรุป “แก่น” ได้ว่า
เนื้อหาทั้งบทจึงไม่ได้สอนเพียงว่า “อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ” แต่เน้นให้ผู้เรียน รู้จักให้เกียรติผู้อื่น มีความสุภาพ สำรวม รู้จักกาลเทศะ เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม และควบคุมการแสดงออกของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์
โดยสามารถมองเป็นลำดับได้ดังนี้
มารยาทที่ดี → บุคลิกภาพที่ดี → ความประทับใจที่ดี → ความสัมพันธ์ที่ดี → การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ → ความสำเร็จและภาพลักษณ์ที่ดี
แม้มารยาทในการทำงานและธรรมเนียมของแต่ละวัฒนธรรมจะมีรายละเอียดซับซ้อน แต่เมื่อเรียนรู้และสามารถปรับตัวให้เหมาะสม บุคคลจะได้รับการยอมรับ เกิดความรู้สึกที่ดีจากผู้อื่น และทำให้งานดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและประสบความสำเร็จ
โครงสร้างเนื้อหาแบบจำง่าย
มารยาททางสังคม
→ 1. มารยาททางสังคมกับบุคลิกภาพที่ดี
→ 2. มารยาทในการทักทาย
→ 2.1 การไหว้
→ 2.2 การจับมือ
→ 2.3 การโค้งคำนับ
→ 2.4 การแลกนามบัตร
→ 2.5 การใช้โทรศัพท์
→ 3. มารยาทในการรับประทานอาหาร
→ บุฟเฟต์
→ อาหารจีน
→ 4. มารยาทในการทำงาน
ทั้งหมดจึงเป็นเนื้อหาที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ “การควบคุมตนเองและให้เกียรติผู้อื่น” → “การแสดงออกต่อหน้าสังคม” → “การอยู่ร่วมกับผู้อื่น” → “การเป็นมืออาชีพในการทำงาน” ครับ.
Teacher Nu