ข้อมูลเปรียบเสมือนน้ำมันดิบ ถึงจะมีค่าแต่ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้กลั่น Data is just like crude. It’s valuable, but if unrefined it cannot really be used – Clive Humby (2006)
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล จึงเป็นอาชีพเกิดใหม่ในโลกแห่งการจัดการข้อมูล ที่มาของ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ตำแหน่งงานด้านนี้ถูกตั้งขึ้นโดย DJ Patil และ Jeff Hammerbacher ในปี 2008 โดยทั้งคู่เป็น ผู้บุกเบิกการสร้างทีมวิทยาการข้อมูลที่ LinkedIn และ Facebook และตอนนี้ DJ Patil ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Chief Data Scientist of the United States ในปัจจุบัน ในปี 2012 วารสาร Harward Business Review ตีพิมพ์บทความชื่อ Data Scientist: The Sexiest Job of the 21st Century ทำให้อาชีพนี้กลายเป็นที่กล่าวถึงในวงการธุรกิจและวงการสื่อ และทำให้เกิดความต้องการจ้างงานจากวงการธุรกิจสูง จนขาดแคลนบุคลากรทางด้านนี้เป็นอย่างมาก ถือเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในวงการธุรกิจ โดยทักษะที่จำเป็นสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล มีทักษะดังนี้
Big Data
Big Data คืออะไร
Big Data คือ การนำข้อมูลที่มีปริมาณมาก ๆ มาผ่านการประมวลผล การวิเคราะห์ และแสดงผลด้วยวิธีที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลการดำเนินงาน ข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับบริการข้อมูลเกี๋ยวกับบุคลากร รวมไปถึงข้อมูลที่ได้มีการจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลซึ่งจะมีปริมาณที่เพิ่ม
มากขึ้นเรื่อย ๆ จนมากมายมหาศาล ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีการจัดการทั่วไปได้อย่างมีคุณภาพจึงต้องใช้แนวคิด Big Data ในการจัดการแทน
ในปัจจุบันขนาดข้อมูลที่ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก เริ่มต้นที่ขนาดมากกว่า Terabyte ขึ้นไป (เท่ากับ 1,024 Gigabyte) ถัดขึ้นไปก็เป็น Petabyte (เท่ากับ 1,024 Terabyte) และ Exabyte (เท่ากับ 1,024 Petabyte) โดยการจัดเก็บข้อมูลทั้งที่เป็นแบบ Structured หรือUnstructured ก็ได้
คุณลักษณะของ Big Data
Big Data จะมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ หรือ เรียก 3Vs Model
1. ปริมาตร (Volume) : ข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล
2. อัตราเพิ่มขึ้นของข้อมูล (Velocit) : จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรวดเร็ว มักเป็น
แบบ Real-time เช่น ข้อมูลจาก Social Media ข้อมูลการทำธุรกรรมการทางเงิน เป็นต้น
3. รูปแบบที่หลากหลาย (Variet) : ข้อมูลมีรูปแบบที่หลากหลายทั้งที่เป็นรูปแบบมีโครงสร้าง
(จัดเก็บในระบบฐานข้อมูล) ไม่มีโครงสร้าง (เช่น ไฟล์รูปภาพ วิดีโอ เป็นต้น) หรือกึ่งโครงสร้าง
ประโยชน์ของ Big Data
Big Data มีประโยชน์มากมายหลายประการแต่ที่เห็นได้ชัดเจนมีอยู่ 2 ประการ คือ
1. การวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำให้เห็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศจากเครื่องมือตรวจวัดจำนวนมาก ทั้งดาวเทียม เรดาร์ทุ่นในมหาสมุทร ทำให้สามารถพยากรณ์อากาศได้อย่างแม่นยำ
2. การเกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้ ทำให้เกิดความพึงพอใจและประทับใจในบริการจะเห็นได้ว่าข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล เมื่อนำเอาแนวคิดBig Data มาวิเคราะห์ประมวลผลทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรและผู้รับบริการ
Data Analytics
“องค์กรทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจ ล้วนแล้วแต่ใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่อาจไม่สามารถแก้ไขได้ในอดีต กระบวนการวิทยาการข้อมูลมีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ (data analytics) เพื่ออธิบายค้นหาคำตอบ หรือทำนายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น การทำข้อมูลให้เป็นภาพ (data visualization) หรือการเล่าเรื่องราวที่เกิดจากข้อมูล(data story telling) ทำให้ผู้ใช้ได้รับความรู้และเข้าใจข้อมูลได้ง่าย ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และการนำเสนอข้อมูลที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับนักเรียนในยุคนี้”
Data Analytics คือ การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ โดยข้อมูลที่นำมาใช้มีทั้งข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน รวมไปถึงการพยากรณ์ข้อมูลในอนาคต เพื่อใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญของธุรกิจ เพราะสามารถใช้สร้างศักยภาพให้กับธุรกิจได้
ประเภทของ Data Analytics
ประโยชน์ของ Data Analytics
ในยุคของข้อมูลและสารสนเทศ ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การเกษตรและการคมนาคม การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิมทำให้การนำข้อมูลมาใช้ไม่สะดวก ไม่ทันกาล สูญหายง่าย แต่การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล (digitization) และพัฒนาการของการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศได้ทุกที่ทุกเวลา ตัวอย่างเช่น การใช้แผนที่กระดาษในรูปแบบเดิม จะแสดงตำแหน่งของสถานที่ต่าง ๆ แต่จะไม่แสดงข้อมูลการจราจรที่เป็นปัจจุบันทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถวางแผนการเดินทางได้ แต่ระบบแผนที่นำทาง (Global Positioning System: GPS) นอกจากจะแสดงตำแหน่งของสถานที่ต่าง ๆ แล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการจราจร ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางถึงจุดหมาย ช่วยทำให้ผู้ใช้วางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำเป็นการประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ ในปัจจุบันเราไม่เป็นเพียงผู้ใช้ประโยชน์ข้อมูลดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างข้อมูลดิจิทัลด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การอัพโหลดรูปภาพส่วนตัว การส่งอีเมลในแต่ละวัน การโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ การส่งต่อข้อความ โดยผ่านการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งเซ็นเซอร์ที่ติดกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้คนอื่นสามารถนำข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อได้อาจจัดได้ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ (asset) ที่มีความสำคัญ แต่ถ้าข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ถูกนำมาประมวลผลก็จะไม่เกิดคุณค่าใด ๆ ดังเช่นคำกล่าวว่า “ข้อมูลนั้นมีค่าดั่งน้ำมันดิบ”
ข้อมูลนั้นมีค่าดั่งน้ำมันดิบ
ข้อมูลเปรียบเสมือนน้ำมันดิบ ถึงจะมีค่าแต่ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้กลั่น Data is just like crude. It’s valuable, but if unrefined it cannot really be used – Clive Humby (2006)
ข้อมูลมหาศาล
ในแต่ละวันประชากรกว่าร้อยล้านคนบนโลกถ่ายภาพจากโทรศัพท์มือถือ ส่งอีเมล ส่งข้อความ สร้างวิดีโอ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ โดยปริมาณข้อมูลที่สร้างขึ้นในแต่ละวันนั้นคิดเป็น 2.5 เอกซะไบต์ (Exabyte-1018) ขนาดของข้อมูลนี้เทียบเท่ากับจำนวนเพลง 530 ล้านเพลง หรือไฟล์วิดีโอความละเอียดคมชัด (HighDefinition) ความยาว 90 ปี หรือถ้านำข้อมูลนี้บันทึกลงแผ่นบลูเรย์ (blu-ray) ต้องใช้แผ่นบลูเรย์ประมาณ 10 ล้านแผ่น ซึ่งถ้านำแผ่นทั้งหมดนี้มาเรียงซ้อนกันจะมีความสูงเท่ากับ 4 เท่าของหอไอเฟล
ด้วยปริมาณข้อมูลที่สร้างขึ้นในปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2563 ปริมาณข้อมูลบนโลกจะมีขนาดประมาณ 44 เซททะไบต์ (Zetabyte)
ประโยชน์ของข้อมูลดิจิทัล
บริษัทต่าง ๆ ได้มีการนำข้อมูลดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ทำให้เกิดมูลค่ามหาศาล เช่น บริษัทที่ให้บริการจองโรงแรมที่พัก รถแท็กซี่ ขายสินค้าออนไลน์ และบริการสื่อสังคม (social media)
เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นบริษัทที่เปิดให้บริการสื่อสังคม ที่มีผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่สามารถสร้างรายได้จากการขายโฆษณาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย (user-targeted advertisements) ของสินค้าและบริการ โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ เช่น เพศ อายุ ที่อยู่ อาชีพ รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานที่ผู้ใช้กระทำผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นการกดไลค์ (like) กดแชร์ (share) ข้อความ ภาพ หรือวิดีโอ เฟซบุ๊กจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลเป็นสารสนเทศที่บอกคุณลักษณะของผู้ใช้ และใช้สารสนเทศนี้ในการนำเสนอหรือโฆษณา สินค้าหรือสิ่งของที่ผู้ใช้สนใจ บริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นจะจ่ายค่าโฆษณาให้กับเฟซบุ๊ก เช่น บริษัทในกลุ่มธุรกิจรถยนต์ ธนาคาร อาหาร-เครื่องดื่ม โทรศัพท์มือถือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และเกมออนไลน์
จากที่มีการนำข้อมูลดิจิทัล ซึ่งมีอยู่มหาศาล ณ ขณะนี้ มาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ความรู้ด้านวิทยาการข้อมูลจึงมีบทบาทสำคัญ และอาชีพนักวิทยากาศาสตร์ข้อมูลก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคของข้อมูลและสารสนเทศนี้
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist)
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล คือ ผู้ที่มีความสามารถในการค้นหา วิเคราะห์ ค้นพบสิ่งที่น่าสนใจ น่สงสัย และเป็นประโยชน์ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลขนาดใหญ่จำนวนมหาศาล (Big data) นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลมีหน้าที่ในการจัดการกับข้อมูลที่มีปริมาณมาก ยุ่งยาก และหลากหลาย โดยทำการวิเคราะห์ ค้นหารูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูล และนำเสนอข้อมูลเหล่านั้นออกมาในรูปแบบที่ผู้อื่นเข้าใจง่าย ทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้
วิทยาการข้อมูล (Data Science) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการจัดการ จัดเก็บ รวบรวม ตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัย และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่ความรู้ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง อย่างเช่น การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ กระบวนการดำเนินงาน ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ การวางแผนการตลาด และทิศทางขององค์กรในอนาคตโดยหลักการแล้ววิทยาการข้อมูล ประกอบขึ้นจากองค์ความรู้หลัก ๆ คือ ทักษะด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เช่น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล เทคโนโลยี Big Data ทักษะทางด้านคณิตศาสตร์และสถิติศาสตร์ และทักษะการนำเสนอข้อมูล วิทยาการข้อมูลเป็นการค้นพบสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนจากข้อมูลที่ได้ เช่น รูปแบบการทำนาย (Predictive Model) เพื่อนำไปปฏิบัติจริง การสร้างผลิตภัณฑ์ทางข้อมูล (Data Product) ที่จะส่งผลต่อธุรกิจ
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล จึงเป็นอาชีพเกิดใหม่ในโลกแห่งการจัดการข้อมูล ที่มาของ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ตำแหน่งงานด้านนี้ถูกตั้งขึ้นโดย DJ Patil และ Jeff Hammerbacher ในปี 2008 โดยทั้งคู่เป็น ผู้บุกเบิกการสร้างทีมวิทยาการข้อมูลที่ LinkedIn และ Facebook และตอนนี้ DJ Patil ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Chief Data Scientist of the United States ในปัจจุบัน ในปี 2012 วารสาร Harward Business Review ตีพิมพ์บทความชื่อ Data Scientist: The Sexiest Job of the 21st Century ทำให้อาชีพนี้กลายเป็นที่กล่าวถึงในวงการธุรกิจและวงการสื่อ และทำให้เกิดความต้องการจ้างงานจากวงการธุรกิจสูง จนขาดแคลนบุคลากรทางด้านนี้เป็นอย่างมาก ถือเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในวงการธุรกิจ โดยทักษะที่จำเป็นสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล มีทักษะดังนี้
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจึงเป็นอาชีพเกี่ยวกับการจัดการ จัดเก็บ รวบรวม ตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัย และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่ความรู้ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยอาศัยทักษะที่มีความจำเป็นต่ออาชีพ ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้ภาษาของเครื่อง ทักษะด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทักษะด้านคณิตศาสตร์และสถิติ ทักษะเฉพาะสาขา ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลพัฒนางานและองค์ความรู้ด้านวิทยาการข้อมูลออกมาอย่างหลากหลาย สร้างนวัตกรรมด้านวิทยาการข้อมูลให้กับหน่วยงานและองค์กรไปใช้ประโยชน์ได้ โดยอาศัยข้อมูลที่องค์กรรวบรวมจัดเก็บ และสามารถนำมาพัฒนานาต่อยอดสร้างนวัตกรรมได้
แหล่งที่มา
มหาวิทยาลัยศรีปทุม. (10 มิถุนายน 2563). นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล. สืบค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2563, จาก https://www.admissionpremium.com/it/news/3079.
Teacher Nu