1. การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและให้อิสระในการคิด
การให้พนักงานมีบทบาทในการเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาขององค์กร จะทำให้เขามีความสัมพันธ์ที่ดีและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร การให้อิสระในการคิดสร้างสรรค์ช่วยสร้างแรงจูงใจภายในได้ดีกว่าการใช้เงินรางวัล ในขณะที่เงินหรือรางวัลมักจะได้ผลดีกับงานประเภทที่ทำเป็นกิจวัตรซ้ำ ๆ มากกว่า
- อธิบายเพิ่มเติม: การให้คุณค่ากับความคิดของพนักงานเป็นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) แรงจูงใจจากภายในนี้จะยั่งยืนกว่าเงิน ซึ่งมักจะทำให้คนทำงานเพียงเพื่อหวังสิ่งตอบแทนในระยะยาว
- ตัวอย่าง: แทนที่จะกำหนดวิธีการทำงานตายตัว หัวหน้าอาจถามในที่ประชุมว่า “เรากำลังเจอปัญหานี้อยู่ มีใครอยากเสนอไอเดียหรือวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ไหมครับ?”
2. การสร้างสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดีในการทำงาน
การให้พนักงานได้มีสังคมและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน สามารถสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่าการเพิ่มเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่ง การปล่อยให้พนักงานทำงานอย่างโดดเดี่ยวจะทำให้เขารู้สึกอ้างว้าง
- อธิบายเพิ่มเติม: สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและเพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุนกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเครียดและป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้เป็นอย่างดี
- ตัวอย่าง: การออกแบบพื้นที่ทำงานให้เอื้อต่อการพูดคุยปรึกษากัน หรือการมีช่วงเวลาสั้น ๆ ในแต่ละสัปดาห์ให้ทีมได้อัปเดตเรื่องราวทั่วไปที่ไม่ใช่แค่เรื่องงาน เพื่อสร้างความสนิทสนม
3. การชื่นชมและการดูแลจากหัวหน้างาน
ผู้บริหารหรือหัวหน้างานควรชื่นชมพนักงานจากผลงานที่ทำได้ดีตามความเป็นจริง รวมถึงการที่หัวหน้าให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และสอนงาน จะสร้างความรู้สึกผูกพันและป้องกันการลาออกได้
- อธิบายเพิ่มเติม: คำชมที่เฉพาะเจาะจงและทันท่วงทีคือการตอกย้ำว่าความพยายามของเขามีคนมองเห็น ส่วนหัวหน้าที่ทำตัวเป็นผู้สนับสนุนจะได้รับความเคารพและความภักดีจากลูกทีม
- ตัวอย่าง: เมื่อพนักงานส่งงาน หัวหน้าอาจกล่าวชมตรง ๆ ว่า “ขอบคุณนะครับที่ทำรายงานชิ้นนี้เสร็จก่อนกำหนด”
4. การรักษาสมดุลและความยุติธรรมในทีม
หากองค์กรไม่จัดการกับคนทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะทำให้พนักงานที่ตั้งใจทำงานหมดกำลังใจ รู้สึกไม่ยุติธรรม และอาจถึงขั้นอยากลาออก ผู้บริหารจึงต้องจัดการเรื่องนี้เพื่อให้คนทำงานหนักรู้สึกถึงความเป็นธรรม
- อธิบายเพิ่มเติม: การปล่อยปละละเลยพนักงานที่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของคนเก่งอย่างรุนแรงที่สุด ความโปร่งใสและยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่หัวหน้าต้องรักษาไว้ให้ได้
- ตัวอย่าง: หากมีพนักงานในทีมที่ชอบผลักภาระงานให้คนอื่น หัวหน้าจะต้องเรียกมาตักเตือนและประเมินผลตามความเป็นจริง ไม่ปล่อยให้คนทำงานหนักต้องแบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว
ในปัจจุบันคุณกำลังเจอกับความท้าทายในการบริหารทีม หรือมีลูกน้องที่กำลังขาดแรงจูงใจในการทำงานอยู่บ้างไหมครับ? เผื่อผมจะช่วยแนะนำวิธีรับมือที่เจาะจงกับสถานการณ์ของคุณได้ครับ
1. การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและให้อิสระในการคิด
การให้พนักงานมีบทบาทในการเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาขององค์กร จะทำให้เขามีความสัมพันธ์ที่ดีและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร การให้อิสระในการคิดสร้างสรรค์ช่วยสร้างแรงจูงใจภายในได้ดีกว่าการใช้เงินรางวัล ในขณะที่เงินหรือรางวัลมักจะได้ผลดีกับงานประเภทที่ทำเป็นกิจวัตรซ้ำ ๆ มากกว่า
2. การสร้างสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดีในการทำงาน
การให้พนักงานได้มีสังคมและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน สามารถสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่าการเพิ่มเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่ง การปล่อยให้พนักงานทำงานอย่างโดดเดี่ยวจะทำให้เขารู้สึกอ้างว้าง
3. การชื่นชมและการดูแลจากหัวหน้างาน
ผู้บริหารหรือหัวหน้างานควรชื่นชมพนักงานจากผลงานที่ทำได้ดีตามความเป็นจริง รวมถึงการที่หัวหน้าให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และสอนงาน จะสร้างความรู้สึกผูกพันและป้องกันการลาออกได้
4. การรักษาสมดุลและความยุติธรรมในทีม
หากองค์กรไม่จัดการกับคนทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะทำให้พนักงานที่ตั้งใจทำงานหมดกำลังใจ รู้สึกไม่ยุติธรรม และอาจถึงขั้นอยากลาออก ผู้บริหารจึงต้องจัดการเรื่องนี้เพื่อให้คนทำงานหนักรู้สึกถึงความเป็นธรรม
ในปัจจุบันคุณกำลังเจอกับความท้าทายในการบริหารทีม หรือมีลูกน้องที่กำลังขาดแรงจูงใจในการทำงานอยู่บ้างไหมครับ? เผื่อผมจะช่วยแนะนำวิธีรับมือที่เจาะจงกับสถานการณ์ของคุณได้ครับ
Teacher Nu